ข่าวสารและบทความท่องเที่ยว

ถูกขโมยสัมภาระตอนเที่ยวต่างประเทศทำไงดี
Updated : 2025-10-26 12:44:56
เพราะชีวิตไม่แน่นอน หากเรามีโอกาสเดินทางเที่ยวต่างประเทศ แต่ดันเจอเรื่องราวที่ไม่คาดฝันอย่างเช่น ถูกปล้นทรัพย์! ที่ทำให้ทริปของเราหมดสนุกได้ แน่นอนว่า หากเราซื้อประกันการเดินทางไปด้วย ก็จะได้รับความคุ้มครองสัมภาระในกรณีโดนโจรกรรม ปล้น ชิงทรัพย์แบบซึ่งหน้า โดยประกันดังกล่าวจะรับประกันกระเป๋าเดินทางและทรัพย์สิน เช่น เห็นว่าโจรเอาไปแบบชัดเจน มีร่องรอยการกรีด หรืองัดแงะ และมีการใช้ความรุนแรงร่วมด้วย ถ้าเกิดเหตุแบบนี้จะต้องทำอย่างไร? เริ่มจากรีบแจ้งความภายใน 24 ชั่วโมง แล้วขอใบบันทึกประจำวันมาเคลมประกันเดินทาง ซึ่งมีขั้นตอนการรับมือเมื่อถูกปล้นในต่างแดนดังนี้
ถูกชิงทรัพย์หรือโจรกรรมสัมภาระในต่างประเทศขึ้นมาทำยังไงดีนะ?
1. หากโดนขโมยแบบไม่รู้ตัว ให้พยายามนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

เมื่อรู้ว่าของหาย หรือกระเป๋าเงินของเราได้ล่องหนไปแล้ว พบแต่เพียงร่องรอย แนะนำว่าใจเย็นๆ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกและกระวนกระวาย ต้องเรียกสติกลับมาก่อน! บางครั้งกระเป๋าอาจจะตกอยู่ข้างตัวคุณ หรือถ้ากระเป๋าหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว แนะนำให้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากคุณซื้อประกันการเดินทางไว้ กรมธรรม์จะช่วยจ่ายชดเชยให้ประกันกระเป่าเดินทางและทรัพย์สินตามจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินและจำนวนชิ้นที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ *อย่างไรก็ดี ประกันการเดินทางจะไม่รับประกันความเสียหายจากความประมาทของเราเอง เช่น ลืมทิ้งไว้ในที่สาธารณะ หรือในยานพาหนะ
2. แนะนำให้สอบถามเจ้าหน้าที่

หากคุณได้ลองนึกถึงสถานการณ์ต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ยังหากระเป๋าเงินหรือสัมภาระไม่เจอจริงๆ ก็ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อรับหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ไปแจ้งกับฝ่ายประกันของคุณและดำเนินการต่อไป การแจ้งเจ้าหน้าที่อาจมีการใช้เวลาสักเล็กน้อย และแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
3. รีบอายัดบัตรเครดิตทันที

เมื่อทำการสอบถามและแจ้งความกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ให้รีบทำการอายัดบัตรเครดิตทันที เพื่อป้องกันการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตจากคนที่ถือบัตรเครดิตของคุณเอง สามารถทำการอายัดบัตรเครดิตของคุณได้ไม่ว่าจะอยู่ไหนทั่วโลก
4. กระเป๋าเงินหายสามารถแจ้งสถานทูตไทย

หากหมดหนทางจริงๆ และถูกปล้นจนหมดตัว คุณรู้หรือไม่? ว่าสามารถยืมเงินจากสถานทูตประเทศของคุณได้ เช่นเราเป็นคนไทยก็สามารถยืมเงินจากสถานทูตไทยได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมทำเรื่องกรอกข้อมูลไว้ด้วยนะ ทั้งนี้คุณจะต้องนำหลักฐานต่างๆ ไปยื่นเช่น พาสปอร์ต, บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่จำเป็น หากต้องการยืมเงินกับทางสถานทูต แนะนำว่ายืมเงินตามจำนวนเงินที่จำเป็นจริงๆ จะดีที่สุด
เป็นอย่างไรบ้าง วิธีการรับมือเมื่อถูกโจรกรรมหรือถูกปล้นตอนเที่ยวต่างประเทศ หวังว่าเคล็ดไม่ลับเล็กๆ น้อยๆ นี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เอาตัวรอดจากสถานการณ์ไม่คาดฝันได้

นี่คือเปลวไฟที่ลุกไหม้ไม่เคยหยุด ติดต่อนาน 4,000 ปี แม้จะมีฝนหรือหิมะตกก็ตาม
Updated : 2025-10-26 12:23:24
Azerbaijan (อาเซอร์ไบจาน) “ดินแดนแห่งไฟ” ที่นี่มีไฟลุกไหม้ติดต่อกันตลอดเวลา นานกว่า 4,000 ปีแล้ว และถึงแม้จะมีฝน หรือแม้กระทั่งหิมะตก ก็ไม่มาสารถหยุดยั้งไฟอมตะนี้ได้

โดยจุดที่มีไฟลุกไหม้นี้เรียกว่า “Yanar Dag” มันได้รับการขนานนามว่าเป็น “ภูเขาแห่งเปลวไฟ” (The Burning Mountain) เกิดขึ้นที่จังหวัดอับเชรอน ประเทศอาร์เซอร์ไบจาน เปลวไฟสูง ๆ นี้ ลุกโชนไปทั่วเนินเขาที่ทอดตัวยาว 10 เมตร ทำให้ทั้งวันของที่นี่ มีอากาศอันร้อนระอุราวกับอยู่ท่ามกลางภูเข
ถึงแม้สถานที่แห่งนี้จะน่ากลัวและดูอันตราย แต่มันก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัยได้เป็นอย่างดี ในครั้งหนึ่ง Marco Polo นักสำรวจที่เดินทางมายังที่นี่ ในศตวรรษที่ 13 ได้เขียนบันทึกถึงปรากฏการณ์ลึกลับนี้ และได้นำข่าวของเปลวไฟพิศวง ไปเผยแพร่ให้ผู้อื่นฟังในขณะที่เขาเดินทางไปยังที่อื่น ๆ จึงเป็นเหตุให้ที่นี่ถูกรู้จักในชื่อว่า “ดินแดนแห่งไฟ” นั่นเอง

อาเซอร์ไบจาน ตั้งอยู่ในแถบทะเลแคสเปียน เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล และในบางครั้งก๊าซก็เกิดการรั่วไหล จึงทำให้เกิดเพลิงไหม้จนเป็นเรื่องปกติ ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในระแวกนั้นคุ้นชิน
นอกจากนี้ชื่อประเทศ “Azerbaijan” ยังแปลว่า “ดินแดนแห่งไฟศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งในสมัยโบราณ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ทุกคนจะนับถือศาสนา Zoroaster (โซโรอัสเตอร์) ซึ่งจะใช้ไฟในการบูชาเทพพระเจ้า ชาวอาร์เซอรไบจานจึงเรียกแทนตัวเองว่า “อาร์เซอริ” ซึ่งแปลว่า “ชาวไฟ”


4 เหตุผลที่ควรไปล่าแสงเหนือที่รัสเซีย
Updated : 2025-10-26 12:20:00
หากจะพูดถึงการล่าแสงเหนือ หรือ แสงออโรร่า หลายคนคงจะนึกถึงแสงเหนือที่ประเทศตามแถบขั้วโลก เช่น ไอซ์แลนด์, สวีเดน, ฟินแลนด์, เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์ ที่มีชื่อเสียงเรื่องแสงออโรร่า และคงเป็นทริปในฝันที่อยากจะไปเห็นแสงเหนือกับตาสักครั้ง แต่การจะไปล่าแสงเหนือในพิกัดประเทศเหล่านั้น อาจจะต้องเก็บเงินกันจนท้อเพราะต้องใช้งบการเที่ยวและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ถ้าใครอยากไปชมแสงเหนือในเส้นทางที่ใช้งบไม่สูงมาก และยังไปง่ายเพราะไม่ต้องขอวีซ่า ดรีม เดสติเนชั่นส์ ทัวร์ แนะนำให้ไปเที่ยวกันที่รัสเซีย มาดู 4 เหตุผลดีๆ ที่อ่านแล้วจะทำให้คุณอยากจองตั๋วไปรัสเซียมาฝาก
1. เที่ยวรัสเซียไม่ต้องขอวีซ่า

ด้วยข้อดีคือ เที่ยวรัสเซีย ไม่ต้องขอวีซ่า นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถอยู่เที่ยวได้นานถึง 30 วัน ทำให้ทริปชม แสงเหนือ รัสเซีย ของเราประหยัดงบลงได้ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียค่าทำวีซ่านั่นเอง
2. เที่ยวตามความฝัน ล่าแสงเหนือในเมืองแสนสงบ

สำหรับใครที่อยากไปชมแสงเหนือ แนะนำว่ามีโอกาสเห็นได้ในฤดูหนาวที่มีกลางคืนยาว ฤดูหนาวของรัสเซียอยู่ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งมีอากาศหนาวเหน็บติดลบสูงสุดอยู่ที่ -20 องศาเซลเซียสและช่วงพีคสุดของ แสงเหนือรัสเซีย แนะนำเดินทางช่วงกุมภาพันธ์กับพิกัด เมืองเมอร์มังส์ก หรือ มูรมานสก์ (Murmansk) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือรัสเซีย เป็นเมืองที่เงียบสงบเหมาะสำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว ปลีกวิเวกกับธรรมชาติ เชื่อเถอะว่า สวยงามจนไม่อยากละสายตาเลยล่ะ
3. เที่ยวรัสเซียค่าใช้จ่ายไม่แพง

การเที่ยวรัสเซียยังมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก เตรียมงบหลักหมื่นก็บินไปเยี่ยมชมเมืองหมีขาวได้ เตรียมไว้ประมาณ 26,000-30,000 บาทไทยก็พอใช้ อาหารการกินราคาโอเค ถ้าไม่ได้เน้นกินหรูอะไรมากมาย แต่เน้นชมธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ พร้อมกับเที่ยวความเป็นเมืองโซเวียตประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกครอบคลุมทวีปยูเรเซีย และยิ่งถ้าไปเที่ยวกับทัวร์ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลงและควบคุมงบได้ง่ายขึ้นไปอีก เอาเป็นว่า เชื่อเราเถอะว่า การเที่ยวรัสเซียไม่แพงและไม่น่ากลัวจริงๆ นะ
4. มีสถานที่สวยงามให้เที่ยวอีกเพียบ

เพราะรัสเซียมีพิกัดสถานที่ท่องเที่ยวหลายแบบหลายสไตล์ เช่น โดมทรงหัวหอม ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์จักรนิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์หลังคามีสีสันสดใสสวยงามโลเคชั่นน่าไปสุดต้องยกให้ มหาวิหารเซนต์เบซิล กรุงมอสโก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามของรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีความดีงามในสถานีรถไฟใต้ดินที่สวยงามประณีตยิ่งใหญ่สมกับความเป็นรัสเซีย ตามด้วยการเดินเที่ยวเก๋ๆ ณ จัตุรัสแดง ที่อยู่ใกล้กับห้างเก่าแก่ GUM แหล่งรวมสินค้าน่าช้อป และอย่าลืมแวะ มหาวิหารเซ็นต์ เดอ ซาร์เวีย ริมแม่น้ำมอสโก โบสถ์ออร์โธดอกซ์ดอกที่ยิ่งใหญ่อลังการเกินคำบรรยาย เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 4 เหตุผลที่ควรไปล่าแสงเหนือในรัฐเซีย แต่ถ้าหากใครมีงบแบบจัดเต็มอยากไปล่าแสงเหนือแถบยุโรปอย่างประเทศ ไอซ์แลนด์ เราก็มี คู่มือเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองฉบับรวบรัด มาฝากตามไปเก็บข้อมูลกันได้เลย!!

First Time Flying : ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกทำไงดี เตรียมอะไรบ้าง
Updated : 2025-10-26 12:13:46
อะไรที่เพิ่งทำเป็นครั้งแรกมักจะทำให้รู้สึกตื่นเต้นและแอบกลัวอยู่นิดๆ เสมอ สำหรับมือใหม่หัดเที่ยว การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกอาจไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิดก็ได้นะ หากใครยังไม่ค่อยมั่นใจว่าควรจะต้องเตรียมตัวยังไงดี หรือเตรียมเอกสารอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องไปจนถึงเครื่องลงเลยทีเดียว
Baggage

เริ่มตั้งแต่เรื่องของกระเป๋าเดินทางกันเลย สิ่งของที่สามารถใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางแบบโหลดใต้เครื่องและแบบถือขึ้นเครื่องนั่นก็จะมีของต้องห้ามแตกต่างกันไป อีกทั้งเรื่องของขนาดและน้ำหนักกระเป๋าแต่ละสายการบินก็มีกฏไม่เหมือนกันอีก ก่อนจัดกระเป๋าจึงควรตรวจเช็ครายละเอียดให้แน่ใจจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่นี่เลยเรื่อง น้ำหนักและขนาดของกระเป๋าเดินทางสำหรับขึ้นเครื่อง
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่หลายๆ คนมักลืมกันคือปากกา ควรมีติดตัวไว้สักหนึ่งแท่งโดยเฉพาะคนที่เดินทางไปต่างประเทศเพราะจะต้องใช้กรอกเอกสารข้อมูลต่างๆ ก่อนเข้าประเทศ ไม่แนะนำให้หยิบยืมจากคนที่ไม่รู้จัก
Check-in

เมื่อไปถึงสนามบินสามารถตรวจหาเคาน์เตอร์สายการบินที่เปิดให้บริการสำหรับเที่ยวบินของเรา โดยดูที่บอร์ดตารางเที่ยวบินขาออกได้ สำหรับเรื่องของการเช็คอินปัจจุบันมีวิธีให้เลือกหลายวิธีด้วยกัน เช่น
เช็คอินทางเว็บไซต์หรือมือถือ
- สำหรับคนที่ไม่อยากยืนรอต่อแถวเช็คอินนานๆ เป็นการเช็คอินออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปมือถือของสายการบิน
- ส่วนใหญ่จะเปิดให้เช็คอินก่อนออกเดินทาง 24 ชั่วโมง (บางสายการบินก็จะเปิดให้เช็คอินก่อนหน้า
หลายวัน)
- จะปิดก่อนเวลาเดินทาง 1 - 2 ชั่วโมง
- ปริ้น Boarding Pass จากเว็บไซต์ เมื่อไปถึงสนามบินก็ไปที่เคาน์เตอร์โหลดกระเป๋าได้เลย (บางสายการบินก็ไปรับ Boarding Pass ที่เคาน์เตอร์ตอนโหลดกระเป๋า) เช็คอินผ่านตู้คีออส
- บางสายการบิน ในสนามบินใหญ่ๆ จะมีตู้เช็คอินแบบบริการตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการเช็คอินผ่านตู้ประมาณ 24 ชั่วโมงจนถึง 1 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทาง
- โดยต้องสแกนพาสปอร์ตหรือตั๋วเครื่องบินอิเล็กทรอนิกส์ และทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ
- เมื่อเสร็จเรียบร้อยเครื่องจะพิมพ์ Boarding Pass ออกมา หากมีกระเป๋าที่ต้องโหลดใต้เครื่องก็นำไปที่เคาน์เตอร์โหลดกระเป๋าได้เลย เคาน์เตอร์เช็คอิน
- อาจจะเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดสำหรับคนที่บินเป็นครั้งแรก แม้จะต้องใช้เวลานานที่สุดก็ตาม เพราะเพียงแค่ยื่นพาสปอร์ต (ถ้าบินในประเทศใช้บัตรประชาชน) หรือตั๋วเครื่องบินอิเล็กทรอนิกส์ให้เจ้าหน้าที่เท่านั้น
- หลายๆ สายการบินเจ้าหน้าที่จะช่วยอธิบายการดู Boarding Pass ให้ด้วยว่าต้องไปรอที่ประตูขึ้นเครื่องหมายเลขอะไร เวลาเท่าไร
- ใครที่เดินทางเป็นครอบครัวหรือไปด้วยกันกับเพื่อนให้เข้าไปเช็คอินพร้อมกันได้เลย เพราะส่วนใหญ่แล้วถ้ามีที่นั่งว่างเจ้าหน้าที่สายการบินก็จะจัดที่นั่งให้นั่งใกล้ๆ กัน (สำหรับคนที่ไม่ได้จองที่นั่งล่วงหน้า) แต่ถ้าไม่มีที่นั่งว่างใกล้กันก็จะต้องนั่งแยกกันไป
- หากต้องการเช็คอินที่เคาน์เตอร์ข้อสำคัญคือ ควรมาก่อนเวลาเครื่องออกอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ส่วนใหญ่แล้วเคาน์เตอร์จะเปิดให้บริการก่อนเวลาเครื่องออก 3 ชั่วโมงและจะปิดไม่ให้เช็คอิน 45 นาที - 1 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทาง ถ้าไม่ทันและเคาน์เตอร์ปิดก่อน ต่อให้ยังไม่ถึงเวลาที่เครื่องก็ตาม ก็ถือว่าตกเครื่องแล้ว
Departure

สำหรับบินไปต่างประเทศ เมื่อเช็คอินและโหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว หากต้องการซื้อสินค้าปลอดภาษีใน Duty free ให้เตรียม Boarding Pass และพาสปอร์ตไว้ เพื่อผ่านจุดตรวจ 3 จุดด้วยกันคือ
- จุดตรวจบัตรโดยสาร
- ต่อไปยังจุดตรวจค้น ใครที่พกของเหลวเกินขนาดหรือพกของต้องห้าม จะโดนทิ้งของตรงจุดนี้
- สุดท้ายไปยังจุดตรวจหนังสือเดินทาง จะมีทั้งตรวจที่เคาน์เตอร์และเครื่องตรวจอัตโนมัติ ซึ่งตรวจผ่านเครื่องตรวจอัตโนมัติแถวจะสั้นและเร็วกว่า แต่หากใครที่พาสปอร์ตไม่ได้แจ้งวันเกิดไว้ (เช่น ผู้สูงอายุบางท่าน) ต้องตรวจผ่านเคาน์เตอร์เท่านั้น
จะเดินเล่น กินข้าว หรือช้อปปิ้งก็อย่าลืมดูเวลาด้วยล่ะ ควรไปรอที่ประตูขึ้นเครื่องอย่างน้อยก่อนเวลาออกเดินทาง 30 – 40 นาที หรือดูเวลาได้ใน Boarding Pass ตรงส่วนของ Boarding Time พนักงานของสายการบินจะประกาศแจ้งที่หน้าประตูขึ้นเครื่องเมื่อถึงเวลาพร้อมให้ขึ้นเครื่องแล้ว และประตูขึ้นเครื่องจะปิดก่อนเวลาออกเดินทาง 10 นาที ดังนั้นถ้าเดินเล่นเพลินแล้วมาถึงประตูขึ้นเครื่องก่อนเวลาเครื่องออก 8 นาทีก็ขึ้นเครื่องไม่ทันแล้วนะ
Take off

- ขึ้นเครื่องได้แล้วก็ตรงไปที่นั่งตามหมายเลขที่นั้งได้เลย กระเป๋าถือ carry-on ให้ใส่ไว้ที่ช่องเก็บของบนศีรษะ
- ส่วนกระเป๋าถือใบเล็กสามารถวางใต้เบาะที่นั่งได้ เผื่อต้องหยิบของใช้จำเป็น เช่น ยา
- เมื่อนั่งที่แล้วแนะนำให้รัดเข็มขัดทันทีเมื่อ
- เครื่องบินทำการ Take off แล้ว ให้สังเกตได้จากสัญญาณไฟรูปเข็มขัดบนศีรษะ เมื่อสัญญาณไฟดับแล้วสามารถปลดเข็มขัดลุกไปเข้าห้องน้ำได้
- ขณะอยู่บนเครื่องบินควรเปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็น Flight mode แต่บางสายการบินอาจจะประกาศขอความร่วมมือปิดโทรศัพท์มือถือตลอดเที่ยวบิน
Transfer

ถ้าต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง เมื่อเครื่องลงแล้วให้เดินตามป้าย Tranfer counter หรือ Tranfer Desk จากนั้นหาตารางเที่ยวบินเพื่อดูว่าเที่ยวบินที่เราต้องต่อเครื่องนั้นอยู่ด้านไหนของสนามบิน จากนั้นต้องผ่านจุดตรวจค้นเพื่อไปรอยังบริเวณที่พักผู้โดยสารได้
สนามบินใหญ่ๆ เช่น สนามบินอินชอน, สนามบินชางงี, สนามบินนาริตะ จะมีจุดให้นั่งหรือนอนพักผ่อนขณะรอเปลี่ยนเครื่องได้ ดูที่นอนในสนามบินได้ที่นี่เลย นอนสนามบิน 5 แห่งในเอเชีย สำหรับสายเที่ยวแบบประหยัด
ถ้าต้องรอนานๆ หลายชั่วโมงบางสนามบินมีบริการ Transit tour พาเที่ยวชมเมืองอีกด้วย ดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย 7 สนามบิน ที่มี Transit Tour พาออกไปเที่ยวฟรี แต่ถ้ามีเวลาเปลี่ยนเครื่องเพียงแค่ 1 – 2 ชั่วโมงแนะนำว่าเมื่อลงเครื่องแล้วให้รีบไปยังประตูขึ้นเครื่องของเที่ยวบินถัดไปอย่างเร็วที่สุด เพราะถ้าไม่รีบอาจมีโอกาสตกเครื่องได้
เรื่องของกระเป๋าเดินทางที่เราโหลดใต้เครื่องกับการเปลี่ยนเครื่องบินนั้น ให้สอบถามตั้งแต่ตอนโหลดกระเป๋าที่สนามบินต้นทางเลยว่าเราจะต้องไปรับกระเป๋าเดินทางที่ไหน ส่วนใหญ่ถ้าเปลี่ยนเครื่องในสายการบินเดียวกันก็สามารถไปรับกระเป๋าที่เมืองจุดหมายปลายทางได้เลย แต่บางครั้งการเปลี่ยนเที่ยวบินที่ต่างสายการบินกันอาจจะต้องรับกระเป๋าออกมาแล้วโหลดไปใหม่อีกครั้ง
Arrival

- หากเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์โฮสเตสจะนำใบ Arrival Card และ Customs Declaration Form มาให้กรอกรายละเอียด เพื่อใช้สำหรับยื่นให้เจ้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพร้อมกับพาสปอร์ต - เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ให้หาจอที่บอกรายละเอียดเที่ยวบินที่เรานั่งมาว่าให้รับกระเป๋าที่สายพานไหน
- ส่วนใหญ่แล้วที่รับกระเป๋าจะอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เราได้ออกมามากนัก
- เมื่อรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้วบางสนามบินอาจจะมีการซุ่มตรวจกระเป๋าอีกรอบ ถ้าไม่มีสิ่งของน่าสงสัยก็ผ่านได้สบายๆ ผ่านจุดนี้ก็ออกจากสนามบินแล้วเดินทางท่องเที่ยวกันได้เลย

พาสสปอตแบบ ไหนที่เราต้องทำใหม่?
Updated : 2025-10-26 12:06:03
ธีเช็คเล่มพาสปอร์ตก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
ข้อควรระวังที่หลายท่านคาดไม่ถึงเกี่ยวกับการใช้พาสปอร์ตสำหรับเดินทางไปต่างประเทศ เช็คให้พร้อมก่อนเดินทาง
1. พาสปอร์ตต้องมีอายุการใช้มากกว่า 6 เดือน หน้าพาสปอร์ตจะมีวัน/เดือน/ปี ที่เล่มพาสปอร์ตออกมา Date of issue และ วันที่หมดอายุ Date of expiry ซึ่งจะมีระบุอยู่ที่ด้านล่างของเล่ม ซึ่งข้อบังคับในการใช้เล่มพาสปอร์ตเดินทางไปต่างประเทศนั้นจะต้องมีอายุการใช้งานเกิน 6 เดือน โดยนับจากวันสุดท้ายที่เดินทางกลับถึงประเทศของตน

2. ห้ามประทับตราการ์ตูน หรือขีดเขียนสัญลักษณ์อื่นๆ
บนกระดาษหน้าพาสปอร์ตไม่ควรประทับตราใดๆ นอกเหนือจากตราประทับเข้า-ออกนอกประเทศเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมักจะมีนักท่องเที่ยวหลายท่านคิดไม่ถึงว่า การประทับตราการ์ตูน ประทับตราที่ระลึก หรือขีดเขียนเล่นทั้งหน้าที่ว่างอยู่จะถือว่าพาสปอร์ตนั้นเป็นพาสปอร์ตชำรุดหรือเสียหาย ไม่สามารถใช้เดินทางได้อีก จนอาจถูกปฏิเสธเข้าประเทศต่างๆ หรือถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามเข้าประเทศนั้นได้ และคุณมีสิทธ์ที่จะไม่ได้ออกนอกราชอาณาจักร เพราะทางเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยไม่ให้ผ่านจากด่านขาออก
***วิธีแก้ไข*** หากท่านใดที่รู้ตัวแล้วว่าพาสปอร์ตที่เรามีในครอบครอง มีตราประทับ หรือรอยขีดเขียนที่ทางราชการไม่ได้กระทำให้ วิธีแก้ไขที่ถูกต้องคือต้องทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ค่ะไม่ควรแก้ไขด้วยการฉีกหน้านั้นทิ้งหรือแก้ไขด้วยการพยายามลบด้วยวิธีการต่างๆ เพราะว่าบางประเทศมีการนับหน้าพาสปอร์ตและเช็คหน้าพาสปอร์ตแต่ละหน้า ดังนั้นต่อให้หน้านั้นหายไปพาสปอร์ตก็ถือว่าชำรุดอยู่ดีค่ะ
3.หนังสือเดินทางจะต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ขาด ชำรุดหรือเปียกน้ำ ข้อควรระวังที่สุดในการใช้พาสปอร์ตเดินทางไปต่างประเทศนั้นคือ ปกด้านหน้า-หลังและกระดาษด้านใน ไม่มีรอยฉีกหรือขาดจากเล่ม พาสปอร์ตทุกหน้าควรจะอยู่ครบ 66 หน้าและในแต่ละหน้าไม่ควรมีรอยเปียกน้ำหรือรอยปากกา หมึกเลอะ รอยขีด ข่วนหรือวาดรูปลงไปค่ะ





































